แมวมอง “จิ้งจอก” เผยหัวใจในการคัดเลือก “ฟ็อกซ์ ฮันท์”

Posted on November 27, 2018 in news

มร. วิลเลียม จอห์น วอลล์ หัวหน้าแมวมองอะคาเดมีสโมสรฟุตบอล เลสเตอร์ ซิตี ให้สัมภาษณ์พิเศษ เผยถึงหัวใจสำคัญในการคัดเลือกเยาวชนไทยเข้าโครงการ “ฟ็อกซ์ ฮันท์”

การแข่งขันฟุตบอลเยาวชน “คิง เพาเวอร์ คัพ 2018” (King Power’s Cup 2018) รุ่นอายุไม่เกิน 15 ปี ระดับประเทศ ภายใต้แนวคิด เดอะ เบสท์ อันเดอร์ ฟิฟท์ทีน ทัวร์นาเมนต์ “THE BEST U-15 TOURNAMENT” ชิงเงินรางวัลทุนการศึกษาสูงสุด 1 ล้านบาท และเฟ้นหาสุดยอดเยาวชนไทยฝีเท้าดีจำนวน 10 คน เพื่อเข้าร่วมโครงการนักเตะเยาวชน “ฟ็อกซ์ ฮันท์” รุ่นที่ 4 ไปฝึกทักษะฟุตบอลแบบมืออาชีพ ที่สโมสร เลสเตอร์ ซิตี ประเทศอังกฤษ เป็นเวลา 2 ปีครึ่ง

โดยมี มิสเตอร์ วิลเลียม จอห์น วอลล์ หัวหน้าสเกาต์ อะคาเดมี ของสโมสรเลสเตอร์ ซิตี ประเทศอังกฤษ บินตรงมาดูฟอร์มนักเตะเยาวชนไทยในทัวร์นาเม้นต์นี้อย่างใกล้ชิดติดขอบสนาม และเขายังได้ออกมาเปิดเผยถึงประสบการณ์การเป็นแมวมองมากว่า 40 ปี และได้กล่าวถึงสโมสรที่เขารับใช้และเต็มใจทำงาน โดยมีดีกรีเป็นถึงแชมป์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2015/16 นั่นคือ เลสเตอร์ ซิตี้

“ผมเริ่มต้นชีวิตในวงการลูกหนังด้วยการเป็นนักฟุตบอล แต่ด้วยปัญหาอาการบาดเจ็บทำให้ผมต้องยุติการเล่นฟุตบอลในวัยเพียงแค่ 17 ปี แต่ผมก็ยังคงคลั่งไคล้ในกีฬาฟุตบอลอยู่ ต่อมาอดีตเพื่อนร่วมทีมคนหนึ่งซึ่งผันตัวเองไปทำงานในฐานะแมวมองได้ชักชวนให้ผมเข้ามาช่วยงาน ผมจึงเริ่มงานในอาชีพแมวมองตั้งแต่วันนั้น” 

“ผมเริ่มต้นการเป็นแมวมองด้วยการทำหน้าที่มองหานักเตะเยาวชนฝีเท้าดีเข้าทีม ในช่วงเริ่มต้นไม่มีใครฟังหรือสนใจในสิ่งที่ผมพูดเพราะพ่อแม่เด็กทุกคนคิดว่าตัวเองเก่งกว่าผม การที่คุณมองผู้เล่นคนหนึ่งแล้วคิดว่าในอนาคตเขาจะต้องเก่ง แต่แล้วต่อมาผู้เล่นคนนั้นไม่ได้เก่งแบบที่เราคิด ทำให้เราเรียนรู้ในความผิดพลาดจากการสังเกตุ การค่อย ๆ เก็บลักษณะเด่นของคนที่เก่งกับข้อผิดพลาดของคนที่ไม่เก่งจะทำให้สุดท้ายแล้วคุณได้ข้อสรุปว่า ลักษณะของผู้เล่นที่ดีควรจะต้องเป็นอย่างไร อะไรคือลักษณะเด่นที่ผู้เล่นที่มีประสิทธิภาพควรจะต้องมี”

“ผมมักจะนั่งคุยกับเด็กเก็บบอลเพื่อสอบถามพวกเขาว่าเหล่าบรรดานักเตะระดับท็อปของลีกเล่นอย่างไร เคลื่อนที่อย่างไร ลักษณะของนักเตะเหล่านี้เวลาอยู่ในเกมเป็นแบบไหน เพราะกลุ่มคนเหล่านี้คือผู้ที่ได้เห็นนักฟุตบอลดาวดังอย่างใกล้ชิดในการลงสนามเกมแข่งขันจริง นี่คือสิ่งที่ผมใช้ในการเก็บข้อมูลพื้นฐานของผู้เล่นระดับโลก โดยผมทำแบบนี้ซ้ำ ๆ เป็นสิบปี ซึ่งจากจุดนี้ทำให้ผมได้ข้อมูลในเชิงลึกอย่างแท้จริง”

“สิ่งที่สำคัญที่สุดคือคุณต้องหาข้อแตกต่างระหว่างผู้เล่นแต่ละคน อะไรคือสิ่งที่ทำให้คนหนึ่งเก่งคนหนึ่งไม่เก่ง คุณจะต้องตั้งใจมองมันดี ๆ มันมักจะเป็นจุดเล็ก ๆ ที่คนอื่นมองข้ามเสมอ แต่ถ้าคุณตั้งใจกับมันจริง ๆ คุณจะหามันเจอ”

“วัฒนธรรม สภาพแวดล้อม สภาพอากาศ สังคม ปัจจัยเหล่านี้มีผลกับนักเตะทุกคนเสมอ ด้วยปัจจัยที่แตกต่างกันก็จะทำให้นักเตะแต่ละคนมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไป เช่น เด็กไทยแต่ละคนมีทักษะส่วนตัวที่ดีมาก แต่ไม่มีความเข้าใจในการเล่นในระบบทีม นี่คือสิ่งที่ผมมองเห็น เด็กไทยมักจะเล่นฟุตบอลโดยคิดถึงแค่ร่างกายตัวเองกับลูกฟุตบอล ซึ่งเด็กไทยเก่งมาก ๆ ในเรื่องการเล่นบอลคนเดียวนี้ แต่จริง ๆ แล้วมันมีอะไรมากกว่านั้นอีกเยอะ แต่ด้วยสิ่งที่เด็กเหล่านี้มี ผมก็เชื่อว่าจะสามารถนำไปต่อยอดได้เมื่อได้รับการฝึกฝนที่ถูกต้องในอนาคต”

“ตลอดชีวิตการทำงาน ผมเป็นแมวมองให้เพียงแค่สโมสรเดียว ซึ่งก็คือ เลสเตอร์ ซิตี” โดยบิลเล่าว่า ในอดีตเขามีเด็กในอะคาเดมี่เพียงไม่กี่คน เอาเด็กทุกช่วงอายุมารวมกันอาจจะสามารถตั้งทีมขึ้นมาได้แค่ทีมเดียวด้วยซ้ำ แต่ด้วยการเข้ามาซื้อทีมของกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ โดย คุณวิชัย ศรีวัฒนประภาและครอบครัว ทำให้ระบบภายในหลาย ๆ อย่างของสโมสรเปลี่ยนไป ปัจจุบันสโมสรมีทีมเยาวชนในทุกช่วงอายุตั้งแต่ 7 ขวบ ไปจนถึง 21 ปี ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้สโมสรและเมืองเลสเตอร์เปลี่ยนไปอย่างมาก